ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ คนของยูไนเต็ดกับภารกิจขัดตาทัพที่เดิมพันด้วยหัวใจและดีเอ็นเอของสโมสร
ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ อดีตกองกลางจอมขยันจากแดนสก็อต กลายเป็นชื่อที่สร้างแรงสั่นสะเทือนบนหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง หลังถูกแต่งตั้งให้เป็นเฮดโค้ชชั่วคราวของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ หลังการแยกทางกับรูเบน อาโมริม เฟล็ทเชอร์ที่เพิ่งเริ่มต้นบทบาทกับทีมเยาวชน U18 ได้ไม่ถึงปีเต็ม ถูกดันขึ้นจากฐานที่มั่นภายในสโมสรเพื่อลงมาจับจอยคุมทีมชุดใหญ่โดยไม่มีช่วงเวลาตั้งตัว ท่ามกลางแรงกดดันทั้งภายนอกและภายใน ที่กำลังสั่นคลอนรากฐานของทีม
การแต่งตั้งกุนซือขัดตาทัพในแบบนี้ไม่ได้สะท้อนความสิ้นหวังทางยุทธศาสตร์ ตรงกันข้าม—มันคือความพยายามของสโมสรที่จะ “สงบใจ” ตัวเองในช่วงลมแรง โดยอาศัยบุคคลที่มีความเข้าใจสโมสรอย่างลึกซึ้ง มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นที่ยอมรับในห้องแต่งตัว เพื่อต่ออายุแห่งความนิ่ง ช่วงที่ทีมยังไม่สามารถหาวิธีเดินหน้าด้วยโค้ชถาวรได้ลงตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เฟล็ทเชอร์ไม่ได้เป็นแค่ “อดีตนักเตะ” ที่เคยประสบความสำเร็จกับสโมสร แต่เขาคือผลผลิตแท้ๆ จากสายเลือดยูไนเต็ด เป็นคนที่โตมากับมาตรฐานยุคทองภายใต้การปลุกปั้นของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในแข้งที่มีทัศนคติดีเยี่ยม ตลอดระยะเวลามากกว่า 12 ปีในทีมชุดใหญ่ เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่ถูกมองว่าเป็น “ลูกหม้อ” ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด ที่เข้าใจทั้งศาสตร์ในการเล่น และศิลป์ในการเป็นผู้นำ
เมื่อมองลึกลงไป เหตุผลที่เฟล็ทเชอร์ถูกตั้งเป็นกุนซือชั่วคราวคือเรื่องของ “การบริหารอารมณ์” มากพอๆ กับ “การบริหารทีม” คุณสมบัตินี้เริ่มฉายแววตั้งแต่วันแรกที่เฟล็ทเชอร์พูดถึงอาโมริมด้วยความเคารพ พร้อมขอบคุณโค้ชโปรตุเกสที่เคยมอบโอกาสให้ลูกชายของเขาได้เปิดตัวในทีมเยาวชนของสปอร์ติ้ง ลิสบอน ท่าทีเหล่านี้ไม่เพียงแสดงถึงความเคารพในเพื่อนร่วมสายอาชีพ แต่ยังส่งพลังบวกไปยังกลุ่มนักเตะ ที่ต้องการความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของผู้นำท่ามกลางช่วงเวลาที่สับสน
เฟล็ทเชอร์ยังได้การสนับสนุนจากอีกหนึ่งชื่อที่แฟนบอลรู้จักดีอย่าง จอนนี่ อีแวนส์ กองหลังสารพัดประโยชน์ในอดีต เพื่อนร่วมรุ่นของเขา ซึ่งเข้ามารับหน้าที่ในทีมงานข้างสนามหลังเพิ่งรีไทร์ เพิ่มความนิ่งในระดับห้องแต่งตัว และช่วยสร้างสะพานเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบันของสโมสร—เป็นการย้ำภาพว่า ยูไนเต็ดพยายามเยียวยาตัวเองด้วยผู้คนที่รู้ว่าควรพูดอะไรในเวลาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ดเต็มไปด้วยความเงียบ
ทั้งหมดนี้ทำให้คำถามที่สื่อเริ่มถามกันไม่ใช่แค่ “เฟล็ทเชอร์จะได้คุมกี่นัด” แต่คือ “ยูไนเต็ดจะกลับคืนสู่แก่นแท้ของตัวเองได้แค่ไหนในการนำของเขา” เพราะในยุคบอลเปลี่ยนเร็วและแฟนเชียร์แรง ความนิ่ง ความจริงใจ และความเป็นของแท้ กำลังกลายเป็นสินค้าหายาก และนั่นคือสิ่งที่เฟล็ทเชอร์มีติดตัวทุกก้าว
หากช่วงเวลาสั้นๆ ของเขาสามารถสร้างพลังบางอย่างให้ทีมกลับมากระตือรือร้น เอาชนะใจแฟนบอล และแสดงให้เห็นว่าวัฒนธรรมที่ดีสามารถ “คุมเกม” ได้ไม่แพ้แท็กติก กระแสเรียกร้องให้เฟล็ทเชอร์ได้รับโอกาสแบบเต็มเวลาอาจดังขึ้นไม่แพ้เสียงเชียร์ในสเตรทฟอร์ดเอนด์
เข้ากลุ่ม ทีเด็ดบอล VIP คลิก!! และ ทีเด็ดบอลสด ที่นี่
