การเข้ามาแบบ “รักษาการ” ของ ไมเคิ่ล คาร์ริค อาจฟังดูเหมือนการซื้อเวลาเพื่อรอการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ แต่ใครจะคิดว่าเพียงไม่กี่วันหลังรับช่วงต่อจาก รูเบน อาโมริม เขาจะปลุกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่หมดไฟ ให้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา จนดูเหมือนว่าความมืดที่เคยปกคลุมสโมสรมาแรมเดือนจะเริ่มคลี่คลายลงในทันที
จากทีมที่เคยเล่นแบบกล้า ๆ กลัว ๆ กลับกลายเป็นทีมที่กล้าลุย กล้าเปิดเกมรุก และกล้าสวนกลับแบบไม่กลัวพลาด และที่สำคัญไปยิ่งกว่าคือ “นักเตะเริ่มกลับมาเชื่อในสิ่งที่ทำ” ความมั่นใจเล็ก ๆ ที่กลับมาเกาะใบหน้าแฟนบอล ก็เพียงพอจะเปลี่ยนทั้งโทนของสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดให้กลับมาน่าเกรงขามอีกครั้ง
สิ่งที่คาร์ริคทำไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ แต่เป็นการปรับจูนที่เฉียบคม เขาถอดระบบหลังสามที่หนักเกินไปต่อการเคลื่อนเกมให้คล่องตัว ก่อนจะวางหมากใหม่ให้ทีมเล่นในโมเดลคลาสสิกที่เข้าใจง่าย รับแน่นบุกเร็ว พร้อมทั้งวาง พาทริก ดอร์กู ให้อยู่ในตำแหน่งที่สามารถโจมตีคู่ต่อสู้ได้อย่างชัดเจน และมันก็แสดงผลออกมาทันที
เกมแรกที่ซิตี้ แข้งปีศาจแดงคว้าชัยด้วยสกอร์ 2-0 แบบมั่นใจ ทำลายโมเมนตัมของเพื่อนบ้านแบบหมดจด จากนั้นไปเยือนอาร์เซน่อลทีมจ่าฝูง และบุกเชือด 3-2 ทั้งที่โดนกดตั้งแต่ครึ่งแรก—ก่อน มาเตอุส คุนญ่า จะยิงตูมเดียวจบเกม เหมือนการจุดเชื้อเพลิงให้ทั้งสโมสรลุกเป็นไฟ
แต่สิ่งที่สร้างความแกร่งให้คาร์ริคยังเกินกว่าชัยชนะ คือการที่นักเตะขยับตามจังหวะกันอย่างมั่นใจ ไม่มีความลังเล ใบหน้าที่เคยห่อเหี่ยวเริ่มเปลี่ยนสี—ลูกทีมเหล่านี้ไม่ได้แค่เล่นตามคำสั่ง แต่เล่นด้วยความ “รู้สึกที่เชื่อ” ว่าสิ่งที่กำลังทำ มันคือแนวทางที่ถูกต้อง พวกเขาเริ่มชนะได้หลายวิธี ทั้งรับแน่น คุมจังหวะเกม หรือรอกินพื้นที่สวนกลับเมื่อถึงเวลา
และนี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ลึกกว่าว่า “คาร์ริคจะอยู่แค่ชั่วคราว…หรือเขาคือคำตอบที่แมนฯ ยูไนเต็ดมองข้ามมานาน?” เพราะเขาคือคนที่เข้าใจดีว่า โอลด์แทรฟฟอร์ด ไม่ได้ต้องการแค่แชมป์ แต่ต้องการตัวตนที่ฟื้นคืนกลับมาใหม่
ในสองเกมนั้นเขาไม่ได้แค่ชนะบอล แต่ชนะใจทั้งสนาม
เข้ากลุ่ม ทีเด็ดบอล VIP คลิก!! และ ทีเด็ดบอลสด ที่นี่
