จากสนามโทฟิก บาห์รามอฟ รีพับลิกัน สเตเดี้ยม – มันเป็นค่ำคืนที่ แอนโธนี่ กอร์ดอน ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองจากแค่ปีกตัวจี๊ดของพรีเมียร์ลีก ให้กลายเป็นเพชฌฆาตเลือดเย็นในเวทีแชมเปี้ยนส์ลีกแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แค่ 3 นาทีแรกของเกม แดน เบิร์น สอดแทงบอลทะลุแนวรับคาราบักราวกับมีดปาดเนย และกอร์ดอนก็ซัดเสียบเสาสองไม่ให้ผู้รักษาประตูได้ขยับตัว มันคือสัญญาณเตือนที่ดังพอๆ กับเสียงไซเรนหลบภัย แต่เจ้าบ้านกลับไม่ได้ยิน หรือถ้าได้ยินก็ช้าเกินไปแล้ว เมื่อจบครึ่งแรกสกอร์ไหลเป็น 5-0 จากฝีเท้าของกอร์ดอนคนเดียว 4 ประตู (รวมแฮตทริกใน 34 นาที) กับสองจุดโทษที่เขารับหน้าที่ยิงเองไม่พลาด นี่ไม่ใช่แค่การชนะ แต่คือการประกาศศักดาว่า นิวคาสเซิ่ล ชุดนี้ไม่ได้มาเที่ยวในถ้วยใหญ่
หลายคนอาจคิดว่านิวคาสเซิ่ลจะชะงัก เมื่อขุมกำลังกลางหายไปจนต้องจับ โตนาลี ประกบกับ วิลล็อค และดันให้กอร์ดอนยืนหน้าเป้าแทนที่จะเป็นหน้าเป้าตัวถนัด แต่เอ็ดดี้ ฮาว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทีมสาลิกาดงในตอนนี้มีมิติการเล่นที่ยืดหยุ่นและอันตรายกว่าเดิมมาก การที่ โวลเตอมาเดอ ขยับลงมาเล่นหน้าต่ำคอยต่อบอลและเปิดพื้นที่ คือกุญแจสำคัญที่ทำให้กอร์ดอนได้วิ่งเข้าช่องและชิงจังหวะกองหลังคาราบักที่เชื่องช้าอย่าง เควิน เมดิน่า (คะแนน 4.0) ได้สบาย ถ้าใครยังสงสัยว่านิวคาสเซิ่ลจะอยู่รอดในเส้นทางยุโรปได้แค่ไหนหลังจากผ่าน 26 นัดในฤดูกาลนี้ คำตอบคือพวกเขาพร้อมกัดทุกทีมที่ขวางหน้า และมีอาวุธที่หลากหลายเกินกว่าจะรับมือไหว
เมื่อจบ 90 นาที ด้วยสกอร์ 6-1 (รวมถึงลูกสวยของ เชา และเจค็อบ เมอร์ฟี่) อะไรคือสิ่งที่เราต้องจดจำจากเกมนี้? แน่นอนว่ามันคือประตูที่ 10 ในแชมเปี้ยนส์ลีกของกอร์ดอน ซึ่งทำให้เขากลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรในเวทียุโรป แซงหน้าตำนานอย่าง อลัน เชียเรอร์ ที่ทำไว้ 7 ประตู แต่มันคือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ นิวคาสเซิ่ลไม่ใช่แค่ทีมที่สู้ด้วยหัวใจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขามีเพชรเม็ดงามที่สามารถกำหนดผลการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง และนัดสองที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค แฟนบอล 52,000 คนคงจะได้เตรียมมือตบและผ้าพันคอโบกต้อนรับฮีโร่ของพวกเขา เพราะการเข้ารอบน็อคเอาท์รอบต่อไปตอนนี้ไม่ใช่แค่ความหวัง แต่คือความจริงที่จับต้องได้
เข้ากลุ่ม ทีเด็ดบอล VIP คลิก!! และ ทีเด็ดบอลสด ที่นี่
