อิสโก้ (Isco) เป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่สร้างเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าจดจำ ตั้งแต่วัยเด็กที่ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกได้ ด้วยน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างมากในตอนเด็ก ทำให้กระดูกขาของเขาโก่งมากกว่าคนปกติทั่วไป แม้จะมีพรสวรรค์ด้านฟุตบอลแต่เขาไม่ใช่นักเตะที่มีความเร็วโดดเด่น นั่นทำให้แมวมองหลายทีมลังเลที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม
ก่อนย้ายมา บาเลนเซีย มีหลายสโมสรจับตามองเขา แต่กลับไม่มีทีมไหนติดต่อเข้ามา เพราะกังวลว่าเรื่องสภาพร่างกายของเขาอาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระดับสูง อย่างไรก็ตาม เขาได้รับโอกาสลงเล่นให้ บาเลนเซีย เพียง 4 นัด ก่อนจะถูกปล่อยตัวไป มาลาก้า และที่นั่นเองที่เขาสามารถแจ้งเกิดได้สำเร็จ ด้วยสไตล์การเล่นที่เต็มไปด้วยเทคนิคและทักษะเฉพาะตัวที่โดดเด่น
ฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของอิสโก้ทำให้ เรอัล มาดริด ดึงตัวเขาไปร่วมทีม และที่นี่เองที่เขาได้รับฉายาว่า “The Magic” ซึ่งตั้งโดยสองตำนานของทีมอย่าง เซร์คิโอ รามอส และ อิเกร์ คาซิยาส ตลอดระยะเวลาเกือบ 9 ปีที่ค้าแข้งอยู่กับราชันชุดขาว เขามีส่วนสำคัญในการช่วยทีมคว้าแชมป์มากมาย เป็นหนึ่งในขุนพลที่ช่วยให้สโมสรประสบความสำเร็จระดับโลก
แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป อิสโก้ ตัดสินใจอำลา เรอัล มาดริด และย้ายไปอยู่กับ เซบีญ่า ซึ่งกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างเขากับ มอนชี่ ผู้อำนวยการกีฬาของทีม ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดนำไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรง ถึงขั้นที่มอนชี่ลงมือบีบคอเขา ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องเข้ามาแยกทั้งคู่ นั่นทำให้เส้นทางของเขากับเซบีญ่าเดินต่อไปไม่ได้ และสุดท้ายเขากลายเป็นนักเตะไร้สังกัดในวัย 31 ปี
แต่ฟุตบอลยังไม่จบแค่นั้น อิสโก้ ได้รับโอกาสใหม่จาก เรอัล เบติส และมันเหมือนเป็นการชุบชีวิตการค้าแข้งของเขาขึ้นมาอีกครั้ง จากนักเตะที่ถูกมองข้าม กลายเป็นกำลังหลักของทีม และเป็นที่รักของแฟนบอลอีกครั้ง เขาไม่ได้เป็นเพียงนักเตะคนสำคัญ แต่ยังเป็น “เดอะแบก” ของทีมในเกมรุก ด้วยผลงาน 55 นัด 18 ประตู และ 12 แอสซิสต์ ในวัย 32 ปี อิสโก้ กลับมาสนุกกับฟุตบอลอีกครั้ง และพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะผ่านอุปสรรคมากมาย แต่หากมีใจรักและความมุ่งมั่น ก็ยังสามารถสร้างตำนานบทใหม่ให้กับตัวเองได้เสมอ