รายงานเชิงลึกของ GOAL มองว่า อังกฤษฟุตบอลโลก 2002 คือบาดแผลสำคัญที่ยังสะท้อนถึงโจทย์ของ โธมัส ทูเคิล ก่อนศึกฟุตบอลโลก 2026 เพราะปัญหาใหญ่ของทีมไม่ได้มีแค่แท็กติก แต่คือความเชื่อมั่น ตัวตน และความกล้าในเกมใหญ่
อังกฤษเดินทางไปเกาหลีใต้และญี่ปุ่นภายใต้การคุมทีมของ สเวน-โกรัน อีริคส์สัน พร้อมขุมกำลังที่ถูกมองว่ามีคุณภาพพอไปได้ไกล หลังผ่านรอบคัดเลือกด้วยชัยชนะ 5-1 เหนือเยอรมนี และประตูฟรีคิกสุดจำของ เดวิด เบ็คแฮม ใส่กรีซ
บทเรียนจากยุคอีริคส์สันถึงทีมของทูเคิล
อีริคส์สันเคยกล่าวหลังทัวร์นาเมนต์นั้นว่า “สิ่งหนึ่งที่เราบอกนักเตะเสมอคือ ด้วยทีมที่เรามี เราไม่ควรกลัวใคร และถ้าเราโชคดีสักหน่อย เราอาจไปได้จนสุดทาง ผมยังคิดว่าเราทำได้” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม อังกฤษมักถอยหลังเมื่อขึ้นนำ และปล่อยให้ความกลัวกัดกินในช่วงสำคัญ
ชัยชนะเหนืออาร์เจนตินา 1-0 จากจุดโทษของเบ็คแฮมเหมือนเป็นจุดที่ทีมประกาศตัว แต่เกมรอบก่อนรองชนะเลิศกับบราซิลกลับกลายเป็นภาพจำอีกแบบ อังกฤษขึ้นนำจาก ไมเคิล โอเวน ก่อนปล่อยให้ ริวัลโด้ ตีเสมอท้ายครึ่งแรก และ โรนัลดินโญ่ ยิงฟรีคิกไกลข้ามหัว เดวิด ซีแมน เป็นประตูชัย
แม้บราซิลเหลือ 10 คนหลังโรนัลดินโญ่โดนใบแดง แต่อังกฤษก็ไม่สามารถเปลี่ยนโมเมนตัมได้ แกเร็ธ เซาธ์เกต ซึ่งอยู่ในทีมชุดนั้น เคยย้อนถึงคำปลุกใจช่วงพักครึ่งว่า “เราคาดหวังวินสตัน เชอร์ชิลล์ แต่กลับได้เอียน ดันแคน สมิธ”
บาดแผลนั้นถูกโยงถึงยุคหลัง เมื่ออังกฤษยังเสียเปรียบในเกมใหญ่หลายครั้ง แม้เซาธ์เกตจะสร้างบรรยากาศทีมที่ดีขึ้นกว่ายุคก่อน สตีเวน เจอร์ราร์ด ยังเคยยอมรับว่า “พวกเราล้วนเป็นพวกขี้แพ้ที่มีอีโก้ เราไม่เป็นมิตรหรือเชื่อมโยงกัน เราไม่ใช่ทีม”
ดังนั้นภารกิจของทูเคิลในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่จัดระบบให้ลงตัว แต่ต้องทำให้นักเตะอังกฤษเชื่อว่าพวกเขาคู่ควรกับเวทีใหญ่ หากปลดล็อกความกลัวได้จริง บทเรียนจากปี 2002 อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่รอคอยมานาน
เข้ากลุ่ม ทีเด็ดบอล VIP คลิก!! และ ทีเด็ดบอลสด ที่นี่
